กรณีเอเอสทีวี: อภิสิทธิ์-ไอ้เต้น อย่าแกว่งหา “ตีง”

ค่ำวานนี้ “ไอ้เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นเวทีพร้อมบรรดาแกน ๆ ขบวนการกบฏไพร่แดง ประกาศ “หย่าศึก” ยื่นเงื่อนไขเถอนกำลังไพร่กลับไปไถนา เงื่อนไข ๕ ข้อ อันเป็นผลจากการเจรจาลับ ๆ กับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

11-p1-a_0

(ภาพประกอบจากไทยโพสต์)

จะเจรจาลับหลังประชาชนกันอย่างไรไม่ใช่ประเด็น เพราะกว่าจะบรรลุข้อตกลงอันใดกันได้ ทุกเวที ทุกความขัดแย้งย่อมมีสิ่งนี้อยู่เสมอ ๆ ตราบใดที่การเจรจาลับ ๆ นั้น ๆ ไม่ลามปามไปถึง “บุคคลที่ ๓” ที่ไม่ใช่ “คู่ขัดแย้ง” และไม่กระทบกับคนอื่น ๆ ไม่เป็นปัญหาอะไร

และต้องไม่เป็นการเจรจารอมชอมกันบน “ผลประโยชน์ของสาธารณะ” แลกกับประประโยชน์ของคู่ขัดแย้งสองฝ่าย รัฐบาลรอดตัวจากวิกฤตเฉพาะหน้า แกนนำและขบวนการกบฏไพร่ได้ทางลง..

ผมไม่ได้สนใจว่า “ไอ้เต้น” จะยื่นเงื่อนไขให้ “ญาติเมีย” ไปมอบตัวที่ไหนอย่างไร แต่ติดใจ “ปรองดอง กะ ยาดอง” ประเด็นข้อเสนอที่ ๔ อันสอดคล้องกับเงื่อนไขของนายอภิสิทธิ์ ผมคัดลอกจากบทความของคุณเปลวสีเงิน มาดังนี้

๔.ให้รัฐบาลยุติปิดพีเพิลแชนแนล ซึ่งหากมีคณะกรรมการขึ้นมาดูแล ก็ยินดีเข้าสู่คณะกรรมการ พร้อมกับสถานีเอเอสทีวี หากมีมติเช่นไร เรายินดีปฏิบัติเช่นเดียวกับเอเอสทีวี

เปิด-ปิด สถานีแดง เป็นกรณีหนึ่ง ตั้ง-ไม่ตั้ง-ตั้งให้ทำอะไร-อย่างไร เป็นกรณีหนึ่ง

แต่การ “ลาก” เอเอสทีวีเข้ามามีเกี่ยวด้วยนั้น ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่เรื่องเพราะ ๑) เอเอสทีวีไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ๒) เอเอสทีวีไม่ใช่เงื่อนไข ที่จะยกเป็นข้ออ้างว่าต้องปฏิบัติเหมือน ๆ กัน ถ้าไม่ปฏิบัติกับเอเอสทีวีอย่างหนึ่ง ช่องแดงก็ไม่เข้ากระบวนการ

ข้อเสนอ “ตั้งแง่” และ “เมายาบ้า” จับ “คนเดินตลาด” มาจี้คอยื่นข้อเรียกร้องแบบนี้ไม่เข้าท่า ไม่ถูกต้อง ไม่มีเหตุผล

ผมไม่ทราบว่า ข้อเสนอนี้เป็นการเห็นร่วมกัน เป็นข้อตกลงหลังฉากระหว่าง “โจร” กับ “แหย” หรือไม่ อย่างไร คงไม่ด่วนสรุป  เพียงแต่ เมื่อครั้งที่ตัวแทนพันธมิตรฯ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ตามคำเชิญหลังประกาศแผนปรองดอง คุณปานเทพ พัวพงศ์พัน ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ไต่ถามว่า “เอเอสทีวีจะลดโทนลงได้หรือไม่

ผมคงไม่ต้องย้อนความว่า ท่าทีและวิธีคิดเช่นนี้จะสร้างปัญหาอะไร อย่างไร

ส่งที่ผมสนใจใคร่ชวนมอง คือ บทบาทและความเป็นตัวตนของทั้งสองช่องนั้น แตกต่างกันอย่างไร

หากละบทบาทการถ่ายทอดการชุมนุมตลอด ๒๔ ชั่วโมง ที่ช่องแดงเลียนแบบเอสเอสทีวีมา และพิจารณาเฉพาะ “การทำหน้าที” ในช่วงเวลาและบริบทอื่น จะเห็นความต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ

ช่องแดง ที่เริ่มต้นด้วย D-station แล้วมาเป็น People Channel นั้น วิธีคิดเบื้องแรก คือ “ลอกเลียน” การมีอยู่ของเอเอสทีวี แต่เป้าหมายและการดำเนินงาน นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทบาทหน้าที่หลักของช่องแดงทำหน้าที่ ๑) ใส่ข้อมูลเท็จ ๒) ล้างสมอง ๓) ปลุกระดม เนื้อหาผ่านรายการต่าง ๆ สกูป และอื่นๆ ก่อนช่วงการชุมนุมครั้งล่าสุดทำหน้าที่อย่างนี้ แม้มีรายการข่าว รายการสนทนา ก็มีลักษณะและทำหน้าที่ใน ๓ กรอบที่ว่า การรายงานข่าวก็เลือกเฉพาะบางแง่มุม ที่เป็นประโยชน์ เข้าข้าง-เข้าทาง ไม่ครอบคลุม ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้

ที่สรุปอย่างนี้เพราะติดตามรับชมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนการชุมนุมเดือนเมษา ๕๒ จนกระทั่งบัดนี้

ขณะที่ เอเอสทีวีทำหน้าที่ ๑) เป็นสถานีข่าว ๒) เป็นช่องทางสื่อสารของพันธมิตร และขยับขยายเป็น ๓) ช่องทางการสื่อสารของพรรการเมืองใหม่ บทบาทสองอย่างหลังเป็นส่วนน้อย สัดส่วนน้อยหากเปรียบเทียบกับความเป็น “สถานีข่าว” ที่ซึ่งแต่ละรายการค่อนข้างมีความเป็นอิสระ เป็นเอกเทศไม่มีการกำหนดทิศทางหรือธงนำ

ความต่างอย่างสิ้นเชิงในการเป็นสถานีข่าวของเอสเอสทีวี แม้มีความไม่ครอบคลุม คือไม่เจือ “ข่าวขยะ” มากมายอย่างช่องอื่น เอเอสทีวีให้ความ “ลึก-กว้าง-เยอะ” กว่าช่องสัมปทานและช่องของรัฐ

ที่ว่า “ลึก-กว้าง-เยอะ” คือ เอเอสทีวีให้เวลากับการนำเสนอในแต่ประเด็นค่อนข้างมาก ในการสัมภาษณ์หนึ่งของคนในเหตุการณ์ ของคนที่ส่วนเกี่ยวข้องกับข่าว เอเอสทีวีถ่ายทอดคำพูดค่อนข้างละเอียดและมากว่าช่องอื่น ๆ ที่ ปล่อยคำพูดของบุคคลนั้น ๆ ไม่กี่คำ แล้วมีภาพทำปากแหม่บ ๆ ประกอบเสียงผู้ดำเนินรายการ คือ ให้เวลามากกว่า ที่ผู้รับสารได้ “รส” ของคนในข่าวนั้น

ความ “ลึก-กว้าง” เอเอสทีวีมักให้ข้อมูลในหลายมุมมอง หลายด้าน ให้ข้อมูลเบื้องหลัง และแบลคกราวด์ของคนและเหตุการณ์ ที่ไม่ค่อยมีช่องไหนให้ ส่งผมให้คนรับสารเห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีความ “ครบ” ของข้อมูลในการพิเคราะห์ พิจารณ์

นั่น ทำให้เอเอสทีวีฉีกออกไป นั่นทำให้เอเอสทีวีแตกต่าง และนั่นคือทำไมคนจำนวนไม่น้อยที่ประสงค์ต่อ “ข่าวสาร” มากกว่า “ข่าวขยะ” นิยมดูเอสเอสทีวี ความ “ต่าง” นี้ ไม่มีปรากฏในช่องสัมปทานและช่องรัฐ

จึงเป็นคำเตือนเล็ก ๆ ของ “ผู้รับชม” เอเอสทีวี ไปยังไอ้เต้น ไปยังอภิสิทธิ์ว่า หากนายอภิสิทธิ์ยังคิดในกรอบเดิม และไอ้เต้นยังประสงค์ “ตั้งแง่-ตั้งเงื่อน” ดึกลากเอเอสทีวีไปเกี่ยว จะ “ลดโทน” หรือทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้น ก็บอกว่า “อย่าแกว่งหาตีง”

เพราะ เอเอสทีวีไม่ใช่ของรัฐ เอเอสทีวีไม่ใช่ของคนหนึ่งคนใด แต่ “ช่องเหลือง มือตบ” ช่องนี้เป็นของผู้สนับสนุน ทั้งบริจาคและซื้อสินค้า เป็นของคนเสื้อเหลือง …คนนอกไม่เกี่ยว และอย่าเฉือก!!

Posted in ทัศนะ and tagged , , . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Use Coupon Code: CYBERMONDAY2010 for 50% OFF

7 Responses to กรณีเอเอสทีวี: อภิสิทธิ์-ไอ้เต้น อย่าแกว่งหา “ตีง”

  1. iPAD says:

    555+

    ย่อหน้าสุดท้าย “ซะจาย” ฟร่ะ

  2. SouthPAD says:

    ได้แรงอก :555+:

  3. รัตนาภรณ์ says:

    เห็นด้วย…สถานีทีวีปลุกระดม ให้ข้อมูลเท็จ พูดจาหยาบ ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้

  4. เด็กรังสิต says:

    เจริญ เจริญ

  5. dekdee says:

    :แม่มๆ: ทำอะไรเป็นกลาง แล้วทุกอย่างจะอยู่ได้ ทำอะไรไม่เป็นกลาง ทำให้เกิดปัญหาร่ำไป จ๋า จ๊ะ นี่คือสัจจธรรม ทั้ง เอกชน ทั้งรํฐ สุภาษิต สอนใจ

  6. n/e says:

    @dekdee:
    อะไร คือ เป็นกลางเหรอครับ? สิ่งนี้มีอยู่จริงในโลกใบนี้ไหม?
    ผมเข้าใจว่า แก่นจริงๆ คือสิ่งที่เรียกว่า “ถูก-ตรง” กับ “โกหก-บิดเบือน”

  7. dekdee says:

    ถูก-ตรง คือความเป็นกลาง, บิด-เบือน คือความไม่เป็นกลาง ความเป็นกลางเท่านั้น วินาทีนี้ ที่จะทำให้นาวาไปรอด อันที่จริง ถูก-ตรง กับ ปก-ปิด ต่างหากที่มาก่อน แรก ๆ ก็ไม่น่าจะเกินเลยมากนัก แต่เมื่อไร (ถูก-ตรง) ก่อนเหตุ แต่หลังเกิดเหตุ มีการ (บิด-เบือน, ปก-ปิด) คุกคามสื่อ ขออย่าทำอีกเลย ประเทศไทยพัฒนาแล้ว