อรุณสวัสดิ์ ‘รัฐไทยใหม่’

Date 6 May 2010 – 16:55

ปฏิบัติการ “แทงข้างหลัง” ประชาชนผู้สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และต่อต้านการยุบสภา ผ่านคำแถลงข้อเสนอ “ปรองดอง ๕ ข้อ” เมื่อค่ำวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓

(ภาพประกอบ: Wanchanok Boonpartsaphai รักในหลวง)

จบสถานการณ์เฉพาะหน้า เพื่อสู่หายนะที่ใหญ่และลึกกว่า ประเทศไทยหลัง ๑๔ พฤศจิกายน คือ ประเทศไทยที่ “พสกนิกร” ไม่รู้จักอีกต่อไป

ข้อเสนอ ๕ ประการถูกโยนโครมลงมากลางวง หลังการ “เกี๊ยเฃี๊ยะ” ระหว่างทีมงานของนายอภิสิทธิ์ นำโดยกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กับทีมของ “นายใหญ่” ที่เจรจากันมาระยะใหญ่ แม้ยังไม่สามารถตกลงกันได้หมดจดทุกประเด็น ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ ร่นถอย ของขบวนการกบฏไพร่แดงในเจ้ามูลเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ อภิสิทธิ์สบโอกาสโยนเงื่อนไข ให้เลือก “รับ-ไม่รับ”

ข้อเสนอทั้ง ๕ นั้น ดูดี และเหมือนจะได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก “กลุ่มผลประโยชน์” ทุกฝ่าย ทั้งภาคเศรษฐกิจ ลงทุน และนักการเมือง ประนอมรอมซอมให้ “ได้กันทุกฝ่าย” ยกเว้น “ชาติ” และ “ประชาชน” โดยรวม

ในระยะสั้น การคลี่คลายลงของสถานะการณ์ทำให้ภาคเศรษฐกิจ ลงทุน การท่องเที่ยว สามารถขยับตัวได้ ขณะเดียวกันการติ่งนิรโทษกรรมทางการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอบสนองความต้องการของพรรคร่วมอย่างตรงจุด

เพียงแต่หากพิจารณาในรายละเอียดข้อเสนอทั้ง ๕ ข้อนั้น ในแทบทุกประเด็นดูว่างเปล่า ขาดรายละเอียด ขาดความเป็นไปได้ และไม่ใช่ทางออกของอะไรเลย

อย่างเช่น ข้อเสนอแรกที่ว่า “ปกป้องเทิดทูนสถาบันกษัตริย์” นายอภิสิทธิ์บอกว่า “ดังนั้น คิดว่าการทำให้สังคมไทยสงบสุขได้ เราควรมาช่วยกันปกป้องสถาบัน ไม่ให้สถาบันถูกดึงลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง คืออยากเรียกร้องให้ประชาชนทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันทำงาน มาช่วยกันปกป้องเทิดทูนสถาบันกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่ให้มีสื่อใดจาบจ้างสถาบัน เราทุกคนต้องมาช่วยกันทำงาน เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ถูกดึงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง” ฟังโดยละเอียดแล้วไม่เห็น “ความจริงจัง” ว่านายอภิสิทธิ์จะทำอะไร นอกจาก “เรียกร้อง” โดย “โยนภาระ” ให้กับประชาชน

ข้อเสนอนี้ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า “ผม..นายอภิสิทธิ์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะทำอะไร

ตลอด ๑ ปี ๖ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ขาดความกระตือรือร้น มุ่งมั่น จริงจังในอันที่จะปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ปล่อยปละละเลยให้ขบวนการกบฏไพร่แดงดำเนินการขยายแนวคิด ลบหลู่ ดูหมิ่น จาบจ้วง สถาบันฯ อย่างกว้างขวางผ่านช่องทางวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และอื่นๆ

กระทั่งแนวคิด “ไม่เอาเจ้า” แพร่กระจายในประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนชั้นล่าง และคนอีสาน ..ก็ลองฟังแท็กซี่ดูว่า อ้าย-อี พวกนี้มันเอ่ยพระนามถึงทั้งสองพระองค์กันอย่างไร!?

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมตามข้อเสนอที่สองนั้นเป็นสิ่งที่ดี การเริ่มต้นเริ่มคิดก็เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เสร็จได้ในเร็ววัน และเรื่องเหล่านี้แม้มีอยู่จริงและดำรงอยู่ในสังคมมาเนิ่นนาน หากแต่ว่าได้จำแนกแยกแยะหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “ข้ออ้างบังหน้า” ปั้นแต่งความชอบธรรมในการโค่นล้มรัฐบาล

และเป็นข้ออ้างเจือสมเรื่องอำมาตย์ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ล้มล้างสถาบันฯ สถาปนารัฐไทยใหม่!!

คำว่า “ถูกรังแก” ของกบฏไพร่แดง ไม่ได้หมายความว่าเขาโดนรังแกโดยตรง แต่ “พ่อของเขา” ถูกรังแก แล้วปลุกปั่นว่าพวกเขาเองถูกรังแก ปัญหานี้จะแก้อย่างไร เชิญพ่อเขากลับมาเป็นใหญ่ดีไหม?

ในระดับความคิดของ “ชนชั้นไพร่” นั้น ต่างจาก “ชนชั้นพึ่งพาตนเอง” อยู่ประการหนึ่ง คือ ไม่เพียงแต่เป็นคนจน คนด้อยโอกาสในสังคม ยังมีพฤติรรมเป็นคน “ขี้ขอ” และ “เกินตัว

เขารักทักษิณ เพราะทักษิณมีเงินให้ใช้ ถามว่าเมื่อทักษิณให้เงินใช้แล้วชีวิตเขาเป็นอยู่ดีมากขึ้นแค่ไหน ตอบว่าไม่เพราะเงินเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นความฟุ่มเฟือยหลาย ๆ อย่าง เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มและไม่มีที่สิ้นสุด

ขณะที่แนวทางที่ ๕ นั้น ดูเป็นการลดแรงกดดันและประสานประโยชน์กับนักการเมือง ในระบบการเมืองที่ล้มเหลว อะไรในรัฐธรรมนูญที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่า “ได้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม”? ซึ่งขยายความว่า “ทั้งกติกาทางรัฐธรรมนูญ หรือกฏหมายบางฉบับ รวมทั้งการตัดสิทธิทางการเมืองนักการเมืองบางคน ซึ่งถึงเวลาที่เราจะต้องจัดการกับปัญหานี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

คำว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คือ เป็นธรรมกับฝ่ายการเมือง ถ้าถามว่าเมื่อคืนสิทธิ หรือที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าคืนความชอบธรรมให้กับนักการเมืองเหล่านั้น แล้ว เป็นธรรมกับประชาชนอย่างไร

ก็ในเมื่อ นักการเมืองเหล่านั้น ๑) ซื้อเสียงเข้ามาซึ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ๒) เข้ามาแล้วทำการทุจริตในทุกรูปแบบ ทำลายประเทศอย่างร้ายแรงยิ่งกว่า

นายอภิสิทธิ์ คือ นายอภิสิทธิ์ ที่มองว่ากรรมการบริหารพรรคบางคนไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งจึงไม่ควรถูกตัดสิทธิ์ และไม่ควรยุบทั้งพรรค ถามว่า ๑) เข้าใจคำว่า “รับผิดชอบร่วม” หรือไม่ ๒) เข้าใจคำว่า “ได้ประโยชน์ด้วย” หรือไม่ ๓) คนนั่งเฉย ๆ ข้างวงไพ่ยังถูกจับและลงโทษด้วย ถามว่านายอภิสิทธิ์มองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกันด้วยหรือไม่ อย่างไร?

แรกทีเดียว นายอภิสิทธิ์ได้ร้องขอต่อประชาชนให้ใช้ความอดทน อดทนแล้วอดทนเล่า ขอความเข้าใจ เห็นใจ และด้วยโวหารที่ว่าจะยังคงมุ่งมั่น ต่าง ๆ นานา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ อดทน และให้การสนับสนุน มากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ละคนต่างคาดหวังจะเห็นการจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รอแล้วรอเล่า แล้วจู่ ๆ นายกฯ ผู้เป็นความหวังลุกขึ้นมาประกาศว่า “ให้ปรองดอง”

ในลำดับถัดมาก็วิ่งขอความเข้าใจจากแต่ละภาคส่วน เช่น เช้านี้จู่ ๆ ก็โทรเข้าสายรายการสภาท่าประอาทิตย์ ทำความเข้าใจในพรรคฯ และนัดนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นัดแกนนำพันธมิตรฯ เข้าพบ เพื่อทำความเข้าใจ ขอความเห็นใจ หรือแม้แต่โพสต์ข้อความในเฟชบุ้ค ว่า “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจในตัวผมครับ

เรียกว่า วิ่ง “กล่อม” ทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุน ครับ..ตามประสาคนเก่งโวหาร แต่บริหารไม่เอาไหน

แม้นายอภิสิทธิ์ ออกมายืนยันว่าไม่มีการนิรโทษกรรมหรือยอมความคดีอาญา คดีก่อการร้าย แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า หลังจากนี้แล้วทุกอย่างจะเป็นอย่างที่นายอภิสิทธิ์คิดว่าจะเป็น หรือควรจะเป็น

ตัวอย่างที่เห็นชัดประการหนึ่ง คือ ก่อนหน้าและระหว่างการก่อการกบฏของไพร่แดง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชา มือไม้ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เลย โดยเฉพาะตำรวจ และอัยการ ทัศนะของนายอภิสิทธิ์เองก็เป็นปัญหา คือ นิยมลอยอยู่เหนือความรับผิดชอบ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรนั้น ๆ โดยไม่แตะต้อง ข้องแวะเลยแม้แต่น้อย โดยข้ออ้างที่ว่า “ไม่แทรกแซง” หลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการจราจลเมื่อ เมษาน ๒๕๕๒ เป็นประจักษ์ ที่หนึ่งปีผ่านไปไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งเมื่อประกาศค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ถามว่าใครจะยอมเป็นมือเป็นไม้ในเมื่อเล็งเห็นอยู่ว่า เลยจากนั้นอำนาจจะเปลี่ยนมือ

แม้ขณะนี้จะขึงขังแต่สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับแต่ชุมนุมมาก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรมากมายในการ “บังคับใช้กฎหมาย” กับขบวนการกบฎไพร่เสื้อแดง การออกหมายจับดำเนินคดีมีน้อยนิด จำนวนที่จับกุมได้น้อยยิ่งกว่า

ขบวนการล้มเจ้า หรือการลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ นับวันแต่จะขยายตัว ถามว่าเมื่อการกระทำทั้งหลายทั้งปวงที่ผ่านมาแทบไม่เป็นความผิด สิ่งที่จะเกิดหลังสลายการชุมนุมจะเป็นแบบไหน? นายอภิสิทธิ์มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่ลุกลามขยายตัว นับรวมถึงแนวคิดรัฐไทยใหม่?

สิ่งที่ร้ายแรงสุดนับจากคำประกาศ คือ การทำลายหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ทั้งผ่านสิ่งที่จะเกิดนับจากนี้ รวมถึงข้อเสนอประการที่ ๕

ความร้ายแรงของปัญหาไกลเกินกว่าราชประสงค์ และกินความเกินกว่าที่นายอภิสิทธิ์เข้าใจ ความเป็นสุภาพบุรุษไม่ดูตาม้าตาเรือ ขาดความ “เด็ดขาด-เข้มแข็ง” ในการที่จะจัดการปัญหาอย่างที่ควรแก่สถานการณ์ นับตั้งแต่นี้ คือ ย่างก้าวอย่างจริง ๆ จัง ๆ ของรัฐไทยใหม่

หลังเลือกตั้งครั้งหน้า เริ่มนับหนึ่ง…สถาปนารัฐไทยใหม่ ถ้าไม่เก็บความ “จงรักภักดี” ไว้ให้มิดชิด วันนั้นจะเจ็บตายกันเกลื่อนเมือง!!



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)



4 ความเห็น ใน “อรุณสวัสดิ์ ‘รัฐไทยใหม่’”

  1. อาม่า

    ความผิดหวังในตัวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น
    ดิฉันโชคดีกว่าหลายๆ ท่าน ตรงที่ว่าเริ่มรู้สึกก่อน
    แต่ก็โชคร้ายกว่าหลายๆ ท่านเหมือนกัน
    ที่เคยช่วยงานกันมาบ้าง

    ผู้ชายคนนี้เก่งสร้างภาพและสร้างความหวังให้ประชาชน
    ให้ประชาชนอดทน ใจเย็น อดทน ใจเย็น อดทน ใจเย็น

    แต่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะหาอะไรมาเปรียบเทียบได้
    ความขี้ขลาดไม่ใช่ว่าขลาดกลัว
    แต่ขลาดเขลา และคิดว่าตนเก่ง

    และยังยึดติดในตำแหน่งหน้าที่ ที่ไม่เคยได้ยืน
    เค้าหลงตนเองว่าตนเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
    ความเย่อหยิ่ง จองหอง ซึ่งเกิดจากการสั่งสอนของบุพการี

    ตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยนี้
    คงไม่มีอะไรเสียหายไปมากกว่านี้อีกแล้ว
    อยากยำ อยากต้ม อยากตุ๋น อยากดองอะไรก็เชิญ
    อภิสิทธิ์คงไม่สามารถมายืนตรงนี้ได้อีกแล้ว
    นับถอยหลังความเป็นนายกซะ

    ถ้าหากจับพลัดจับพลูได้กลับมาเป็นนายกฯ อีก
    ก็คงเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทย
    ที่มีประชาชนงมงายมากเกินกว่าที่ชาติบ้านเมืองจะรุ่งเรืองได้

    ดิฉันยืนยันว่า…นายกฯ ลาออกเถอะ เพื่อประเทศชาติจะได้เติบโตต่อไป

    ประเทศไทยจะเป็นยังไง คุณอภิสิทธิ์ไม่ต้องมายุ่งอีก
    เพราะชัดเจนแล้วว่า คุณก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าทักษิณนักหรอก

  2. hatyai-an

    ถูกต้อง100% ถูกต้อง ตรงกับที่พี่หลวงคิดทุกประการ
    ก็คงถึงเวลาแล้วที่ ปชป.จะได้สูญพันธุ์ไปจากปักษ์ใต้ เสียที แม้ว่าใจหนึ่งก็ยังคิดถึง “นายชวน” และเป็นห่วง สส. ปชป.อีกหลายๆคนที่พอมีแวว “ใช้ได้” แต่ ปชป. ก็เป็นอย่างนี้ทุกที ทุกครั้ง ปอดแหก วิ่งหนีเสียดื้อๆ ทั้งๆที่กำลังเป็นต่อ คู่ต่อสู้ ก็เขากำลังจะแพ้อยู่แล้ว

    ถ้าเป็นวัวชน พันธุ์อย่างนี้ มีทางเดียว คือ เชือด เอาหัวมาหมกไฟ ทำ”หนาง” หางทำซุปหางวัว เครื่องในผ้าร้าย เอามาต้มยอดชะมวง เนื้อเอามาคั่วกลิ้ง น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ….

  3. n/e

    @hatyai-an:
    มีคนคิดแบบพี่หลวงอีกคนล่ะ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ เขียนบทความ “ดาวลูกไก่ในกำมือขี้ครอก คางคกและจกเปรต”

    http://manager.co.th/Daily/Vie…..0000062417

    ป.ล. วัวแบบนี้เลี้ยงก็เปลืองขมิ้น ผมจองหนางนะครับ พูดแล้วก็หยาก // พี่หลวงสบายดีนะครับ

Trackbacks

  1. คนดีจะแพ้ ความดีจะแพ้ ประเทศไทยจะแพ้ | Boring Days

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง อย่านอกประเด็น รังเกียจนักแล.. ภาษาสัตว์เลื้อยคลานไม่ชอบ ไม่พ่นแถวนี้เป็นดีที่สุด เรื่องโกหก บิดเบือนอย่าเสียเวลาพิมพ์..ลบหมด ที่นี่ถิ่นผมถ้าจะเหลี่ยมไปเหลี่ยมไกลๆ ..ความเห็นใดไม่ขึ้นในบัดดล ขอโปรดได้อดทน จะมาตรวจสอบให้

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :แว: :แลบ: :แม่มๆ: :แง่: :เหล่: :เบี้ยว: :ฮือ: :อ๋าย: :หื่นๆ: :ยิ่มแฉ่ง :ม่ายๆ: :ดำๆ: :ดอก: :ฉงน: :ขยิบ: :Oo: :555+: